Posts

Messier48

Image
กระจุกดาวเปิดขนาดใหญ่ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในคืนที่ดี เป็นหนึ่งในห้าออบเจคที่หายไปในแมสซายเออร์แคตตาลอค พิกัดที่แมสซายเออร์ให้ไว้ไม่พบวัตถุในบริเวณนั้นเลย สมมติฐานของ T.F. Morris ในปี 1959 หรือ 188 ปีต่อมา เป็นที่ยอมรับของทุกคนคือแมสซายเออร์ให้ตัวเลขพิกัดผิดไป 5 องศา เอ็ม48 เป็นกระจุกดาวเปิดในกลุ่มดาวไฮดรา ตำแหน่งใกล้เขตติดต่อกลุ่มดาวโมโนเซรอส ห่างจากดาวซีต้า โมโนเซโรตีส (ζ Mon) หรือหางของยูนิคอร์นแค่ 3 องศา ทำให้เราฮอพจากจุดนี้จะง่ายกว่า โมโนเซรอสเป็นกลุ่มดาวจางที่อาจมองยากสักหน่อย หากมองไม่เห็น ζ Mon ให้ลากเส้นจากกลุ่มดาวหมาเล็ก เริ่มจากดาว Gomeisa (β CMi) ผ่าน Procyon (α CMi) ไปเป็นระยะทางราวสามเท่าจะเจอดาว ζ Mon แล้วค่อยมองหาเอ็ม 48 อีกครั้ง ตัวกระจุกดาวมีขนาดพอดีกับกำลังขยายต่ำที่สุดที่ผมมีคือ 33เท่า มีขนาดที่เห็นราว 1 องศาทีเดียว ใหญ่กว่าพระจันทร์เต็มดวง ดาวในกระจุกค่อนข้างหลวม มีแนวที่ดาวหนาแน่นกลางกระจุกมองเห็นเป็นแสงฟุ้งเป็นขีดยาว แยกออกมาเป็นเม็ดดาวไม่ได้ เมื่อดูด้วยกล้องสองตาขนาด 8x40 จะเห็นกระจุกดาวมีลักษณะเป็นฝ้ากลมขนาดใหญ่ครับ คลิกภาพเพื่อขยาย ...

Markarian's chain

Image
บริเวณรอยต่อของกลุ่มดาวเวอร์โก้กับโคม่าเบเรนิซ เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยกาแลกซี่ เรียกกันว่า “เวอร์โก้-โคม่า กาแลกซี่คลัสเตอร์ “ เป็นบริเวณที่นักดูดาวต้องเคยหลงทาง หาทางออกไม่ได้ในบริเวณนี้กันทุกคน จำนวนกาแลกซี่ที่พบด้วยภาพถ่ายมีมากกว่า 3,000 ตัว บ๊อบ คิง คอลัมนิสต์ของ Sky & Telescope บอกว่าเกือบทั้งหมดเป็นกาแลกซี่แคระแบบวงรี ที่สว่างดูได้กล้องดูดาวขนาด 6 นิ้วขึ้นไปมีมากกว่า 150 ตัว แล้วแบบนี้เราจะเริ่มต้นทัวร์กาแลกซี่บริเวณนี้อย่างไร วิธีที่ง่ายที่สุดในการสำรวจเวอร์โก้-โคม่าคลัสเตอร์ก็คือกลุ่มกาแลกซี่จำนวน 7-8 ตัวที่เรียงเป็นเส้นโค้งที่เรียกกันว่า “มาร์คาเรี่ยนเชน (Markarian’s Chain)” ภาพสเก็ทช์ Markarian's chain กว้างจนต้องแบ่งเป็น 2 ภาพ ภาพสเก็ทช์โดยผู้เขียน มาร์คาเรี่ยนเชนอยู่กึ่งกลางระหว่างดาวหางสิงโตหรือเดเนบโบล่ากับอัพซิลอนเวอร์จินิส (ε Vir) หาตำแหน่งง่ายกว่าที่คิด ถ้าคุณใช้กล้องเล็งที่มีฟิลด์ 5 องศา แนะนำให้เริ่มจากเดเนบโบล่าแล้วฮอปไปทางตะวันออก จนเจอดาว 6 โคเม่ (6 Comae Berenice) สว่างเด่น มาร์คาเรี่ยนเชนจะห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของดาวดวงนี้ราว 3 องศา...

NGC4490, NGC4485 Cocoon Galaxy

Image
กลุ่มดาวหมาล่าเนื้อหรือ Canes Venatici (คาเนส เวแนตติซาย) เป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยกาแลกซี่ที่มีรูปร่างพิเศษ NGC4490 ก็เป็นหนึ่งในนั้นและเป็นตัวที่ทำให้ผมเริ่มสนใจกาแลกซี่มากกว่าเดิม ต้นเดือนมีนาคมหมอกควันยังหนาในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ ท้องฟ้าทางทิศเหนือสว่างขาวโพลนจากแสงไฟบ้านเรือนและถนนสะท้อนกับหมอกควัน กลุ่มดาวหมาล่าเนื้อที่มีดาวหลักอยู่สองดวงคืออัลฟ่าและเบต้า คืนนี้มองเห็นแค่ อัลฟ่า คานุม เวแนตติโครุม (α CVn) เพียงดวงเดียว NGC4490 ห่างจากดาว β CVn (ที่คืนนี้มองไม่เห็น)ไปแค่ 40 ลิปดาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้ทั้งคู่อยู่ร่วมกันในฟิลด์เดียวกันในเลนส์ตากำลังขยายต่ำได้ แม้ท้องฟ้าจะขุ่นมากแต่ยังพอมองเห็นโคคูนแกแลกซี่ด้วยวิธีมองเหลือบ ภาพที่เห็นก็จางและบางมาก เมื่อเพิ่มกำลังขยายก็ภาพดีขึ้นเล็กน้อย ยังต้องมองเหลือบจึงจะเห็น บางครั้งก็ต้องขยับกล้องช่วยเพื่อให้พอจะจับรูปร่างได้ โคคูนกาแลกซี่มีรูร่างเหมือนวงรีที่ถูกจับมาบิดให้โค้งและเรียวลงฝั่งหนึ่ง เป็นกาแลกซี่ที่รูปร่างแปลกที่สุดที่เคยเห็น อันที่จริงโคคูนแกแลกซี่จะประกอบด้วยแกแลกซี่ 2 ตัวคือ NGC4490 เป็นแกแลกซี่ตัวใหญ่ ...

Messier104 : Sombrero Galaxy

Image
กลุ่มดาวเวอร์โก้หรือกลุ่มดาวราศีกันย์เป็นดงกาแลกซี่ เฉพาะแค่แมสซายเออร์ออบเจคก็มีกาแลกซี่ถึง 11 ตัว มีอยู่ตัวหนึ่งที่น่าสนใจทั้งประวัติการค้นพบและรูปร่างที่แปลกตา แมสซายเออร์ 104 หรือ Sombrero Galaxy อยู่ใกล้เขตติดต่อกับกลุ่มคอร์วัสหรือนกกา ทำให้เราฮอพจากกลุ่มดาวคอร์วัสหรือนกกาจะสะดวกกว่า คอร์วัสเป็นกลุ่มดาวขนาดเล็กที่สังเกตง่าย มองเห็นแม้แต่ชานเมืองกรุงเทพอย่างบางพลี มีดาวสว่างสี่ดวงเรี่ยงเป็นรูปสี่เหลี่ยมทางซีกฟ้าใต้ หากพอคุ้นกับนิทานกลุ่มดาว คอร์วัสเป็นอีกาที่เฝ้าคอยจะจิบน้ำในถ้วยทองที่งูไฮดราเฝ้าไว้ เอ็ม104 ค้นพบโดยปิแอร์ เมอร์แชนท์ผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้ช่วยของแมสซายเออร์ในปี 1767 แต่ไม่ได้ถูกรวมไว้ในรายชื่อแมสซายเออร์ออบเจคที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1771 เพิ่งจะได้รับการเพิ่มเข้าไปอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1926 โดย Camille Flammarion ผู้พบบันทึกส่วนตัวของแมสซายเออร์ที่กล่าวถึง Object นี้ว่า "Very faint nebula" ผมดูครั้งแรกเมื่อปลายปี2009 ที่บางพลีด้วยกล้องดูดาวหักเหแสง 4” ที่กำลังขยายราว 40เท่าต้องใช้วิธีมองเหลือบอย่างเดียว มีลักษณะเป็นขีดจาง ขอบทางเหนือโค้งเล็กน้อย...

Messier93

Image
หลังจากที่เสร็จจาก NGC2362 ในกลุ่มดาวหมาใหญ่ ผมขยับมาที่ดาวซี พัพพิส (ξ Pup) ในกลุ่มดาวท้ายเรือที่ห่างออกมาทางทิศตะวันออกราว 6 องศา แม้จะมีหมอกควันบังตาแต่ยังพอมองเห็น ξ Pup ด้วยตาเปล่าจางๆ กระจุกดาว M93 สว่างและห่างจาก ξ Pup แค่องศาครึ่ง ทำให้หาง่ายเพราะมองเห็นในฟิลด์ทั้งของกล้องสองตาและกล้องเล็งเป็นปื้นกลมขนาดเล็กใกล้ดาว ξ Pup ที่กำลังขยายปานกลาง(56x) กับกล้องดูดาวสะท้อนแสง 8 นิ้ว M93 สว่างเด่นท่ามกลางดาวด้านหลังที่พราวพรายระยับเป็นพิเศษ เพราะบริเวณนี้อยู่บนทางช้างเผือกพอดี ดาวที่ใจกลางกระจุกเรียงเป็นรูปสามเหลี่ยม และมีระยางค์ยืดยาวออกมาหลายกิ่งรอบด้าน ดาวสว่างสองดวงในกระจุกอยู่ฝั่งทางทิศตะวันตก สองดวงนี้มีสีส้มเหลือง ชัดมาก ผมประทับใจกระจุกดาวตัวนี้เป็นพิเศษ มีความน่ารักในตัวดูคล้ายแมลงอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายที่คิดถึงที่สุดคือตัวการ์ตูนที่ชื่อ Fido Dido ตัวการ์ตูนหน้าเป็นสามเหลี่ยมสีขาว ผมตั้งเป็นไม้กวาด แขนขายาวเป็นเส้น M93 เป็นกระจุกดาวที่ดูด้วยตาดีกว่ามองเห็นผ่านรูปถ่าย และยังส่งเสริมจินตนาการได้ดี ในหนังสือหลายเล่มบอกว่าคนมองเห็นเป็นรูปร่างต่างกันไปเช่น...

แมกนิจูดมาตรวัดความสว่างของดาว

Image
Hipparchus 190-120 BC Cr: Wikipedia มาตราวัดความสว่างของดาวเราใช้ระบบแมกนิจูดหรือโชติมาตร เชื่อหรือไม่ว่าระบบนี้คิดมาตั้งแต่ 129 ปีก่อนคริสตศักราชโดยฮิพพาร์คัส (Hipparchus) นักดาราศาสตร์ชาวกรีก ฮิพพาร์คัสจัดทำรายการดาวที่รู้จักโดยเรียกดาวที่สว่างที่สุดว่า “of the first magnitude” แปลว่า “ใหญ่ที่สุด” หรือ “สว่างที่สุด” ดวงที่สว่างรองลงมาเรียกว่า “of the secound magnitude” หรือสว่างอันดับสอง เรื่อยไปจนถึงดาวหรี่ที่สุดที่เขามองเห็นได้เรียกว่า “of the sixth magnitude” เวลาผ่านไปเกือบสามร้อยปีในปี คศ. 140 คลาวดิอัส พโตเลมี (Claudius Ptoleme) นำระบบนี้มาใช้ในรายชื่อดาวของเขาด้วย วิธีการและระบบที่มีดาวเล็กที่สุดคือ “แมกนิจูดที่หก” นี้ใช้งานได้ดีมาถึง 1400ปี จนกระทั่ง... กาลิเลโอได้ใช้กล้องดูดาวที่สร้างขึ้นมาส่องดูท้องฟ้าแล้วพบว่ายังมีดาวที่สว่างน้อยกว่าตามองเห็นหรือแมกนิจูดที่หก ตั้งแต่นั้นมาอุปกรณ์ดูดาวก็มีขนาดใหญ่ขึ้นและคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้กล้องสองตาที่ใช้ทั่วไปก็ไปได้ถึงแมกนิจูดที่ 9 กล้องดูดาวสะท้อนแสงขนาด 6 นิ้วก็อาจดูได้ถึงแมกนิจูดที่ 13 ส่วนกล้องฮับเบิ้ลที่ลอยอยู่ใ...

β Orionis : Rigel

Image
ภาพไรเจลที่กำลังขยาย 56 เท่า ไรเจลบีเป็นจุดเล็กข้างไรเจลเอ ภาพเล็กที่มุมขวาบนเป็นภาพที่กำลังขยาย 400 เท่า มองเห็น airy disk* รอบไรเจลเอ ดาวฤกษ์สีฟ้า-ขาวที่แม้จะได้ชื่อตามระบบเบเยอร์ว่า “เบต้า” หมายถึงสว่างเป็นลำดับที่สองรองจาก “อัลฟ่า” แต่ปัจจุบันกลับเป็นดวงสว่างที่สุดในกลุ่มดาวนายพราน ในหนังสือ Celestial Handbook, Burnham บอกไว้ว่า ไรเจลมาจากภาษาอาหรับ “Rigl Jauzah al Yusra” คำแปลคือ “เท้าซ้ายของยักษ์” ซึ่งตำแหน่งของดาวก็เป็นตามชื่อคือเท้าซ้ายของโอไรออน ใกล้ไรเจลมีดาวสว่างอีกดวงชื่อ “เคอร์ซ่า” (เบต้า อิริดานิ : β Eri) ดาวดวงนี้เป็นเหมือนตาน้ำ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มดาวแม่น้ำและอีกนัยยะหนึ่งคือ เป็นที่รองเท้าของโอไรออน (Orion’s footstool) และเป็นดาวที่สว่างและใกล้เส้นศูนย์สูตรฟ้าทำให้มีความสำคัญต่อการระบุตำแหน่ง (ดาวที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรฟ้ามากและดูได้ง่ายก็คือ “มินทักกา : Mintaka - δ Ori) ไรเจลเป็นดาวชนิดที่เรียกว่า blue-white super giant สว่างรองจากคาเพลล่าในกลุ่มดาวสารถี และสว่างเป็นลำดับที่ 7 บนท้องฟ้า มีความสว่างแมกนิจูด 0.34 ห่างจากเรา 860 ปีแสง ร้อนกว่าดวงอาทิตย์ ม...